Postmodern Condition in Film: Osamu Tezuka’s Metropolis

“ปัจจุบันนี้ ประเทศของเรากำลังจะได้สัมผัสสวรรค์แล้ว ผมมีความยินดียิ่งที่จะได้ประกาศถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ อำนาจของเราแผ่ไพศาลครอบคลุมไปทั่วโลกรวมไปถึงจักรวาล ขอให้ท่านจงเป็นนิรันดร Ziggurat จงเจริญ”

เป็นคำกล่าวเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมดใน Metropolis ภาพยนตร์์อะนิแมะ (Anime) จากงานเขียนของ Osamu Tezuka ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองสมัยใหม่ที่มีหลายชั้น มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า มีหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่แทนมนุษย์ ผ่านตัวละครหลัก “Tima” หุ่นยนต์พิเศษในรูปร่างของเด็กผู้หญิงที่เหมือนมนุษย์ สร้างโดย “Dr. Laughton” ภายใต้การว่าจ้างของ “Duke Red” ผู้สร้าง “Ziggurat” อาคารขนาดใหญ่ ส่วนยอดซ่อนอาวุธที่สามารถควบคุมโลกและดวงดาว โดยต้องการให้ Tima ที่เลียนแบบหน้าตาและรูปร่างของลูกสาวที่ตายไปของ Duke Red เป็นคนนั่งบน “บัลลังก์” ของ Ziggurat และควบคุมอำนาจทั้งหมดของโลก แต่ก่อนที่ Tima จะเสร็จสมบูรณ์ ได้มีการขัดขวางจาก “Rock” ลูกบุญธรรมของ Duke และหัวหน้ากลุ่ม Marduk ที่ทำหน้าที่ควบคุม ทำลาย และต่อต้านหุ่นยนต์ที่อยู่ผิดโซนหรือชั้นของเมือง โดยพยายามทำลายห้องทดลองของ Dr. Laughton แต่ Tima สามารถออกมาจากห้องทดลองที่ระเบิดได้และพบกับ “Kenichi” เด็กชายที่มากับนักสืบ “Shunsaku Ban” ผู้เป็นลุงแต่พลัดหลงกัน จากการเข้าไปสืบสวนการหายตัวไปของ Dr. Laughton เรื่องราวดำเนินไปในการค้นหาตัวตน ที่มาของ Tima ที่ทุกคนต่างคิดว่าเธอคือมนุษย์ธรรมดารวมถึง Kenichi ผ่านฉากหลังของการปฏิวัติของมนุษย์ที่มีต่อหุ่นยนต์ การขัดแย้งทางด้านแนวความคิด จากผลกระทบของอำนาจของ Ziggurat จนถึงการเปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงอันน่าตกใจของ Tima

เรื่องราวหลักของ Metropolis เกี่ยวข้องกับแนวความคิดหลักของ Postmodern อย่างชัดเจน ในประเด็นการวิจารณ์ของ Postmodern ที่มีต่อ Modern ซึ่งเป็นยุคสมัยที่คนนับถือวิทยาศาสตร์เสมือนดังศาสนา สามารถตอบคำถามได้ทุกสิ่ง แต่สุดท้าย Modern ไม่สามารถตอบโจทย์ของมนุษย์และโลกได้ทั้งหมด จนถึงการล่มสลายของ Modern เปรียบได้กับ Tima ที่เปรียบเสมือนเทพเจ้าที่เป็นความหวังเพื่อให้มนุษย์บรรลุถึงสวรรค์ แต่ท้ายสุดก็ประสบกับความล้มเหลวและกลับมาส่งผลร้ายแก่มนุษย์ อันเป็นประเด็นสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สื่อสารถึงแนวความคิดหลักของ Postmodern ประกอบกับประเด็นทางด้าน การจำลอง (simulacrum) ประวัติศาสตร์ (history) ภาษาและความหมาย (language and meaning) ผ่านทางสัญญะและตัวละครอันปรากฏในภาพยนตร์ที่เน้นย้ำถึงแนวความคิดแบบ Postmodern อย่างชัดเจน โดยสามารถอธิบายองค์ประกอบต่าง ๆ ของภาพยนตร์ในมุมมอง Postmodern ได้ดังนี้

Ziggurat และสภาพแวดล้อมเมืองระดับพื้นดิน

ความเป็นเมือง ในภาพยนตร์มีการนำเสนอสภาพแวดล้อมของเมืองในรูปแบบตามชื่อภาพยนตร์ คือ Metropolis หรือเมืองใหญ่ ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ที่มีความหมายของคำว่า “mother” และ “city/town” (http://en.wikipedia.org/wiki/Metropolis) หรือการเป็นเมืองศูนย์กลาง ตรงตามความหมายของ Metropolis ในภาพยนตร์ที่พยายามสร้างให้เป็นเมืองศูนย์กลางของอำนาจโดยใช้ Ziggurat และ Tima อันเป็นที่น่าสังเกตว่าตัวละคร Tima นั้นอยู่ในร่างของเพศหญิง ซึ่งเป็นสัญญะตรงกับความหมายของ Metropolis ที่เป็น “mother city” หรือ “เมืองแม่” ในการให้ความหมายอีกนัยยะหนึ่ง

นอกจากรากศัพท์ของ Metropolis ยังมีการอธิบายถึงลักษณะเมืองที่มีการเรียกว่า Metropolis ในประเด็นสำคัญคือการเป็นเมืองที่มีประชากรอย่างน้อยหนึ่งล้านคนอาศัยอยู่ในเขตเมือง มีลักษณะเด่นทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมือง และในเมืองบางแห่งอาจกล่าวได้ว่ามีแนวความคิดของการเป็น “Global City” ซึ่งเป็นลักษณะของเมืองที่มีการผสานกันของหลากหลายวัฒนธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากโลกาภิวัฒน์ (http://en.wikipedia.org/wiki/Metropolis) และเป็นภาพสะท้อนของยุคหลังอุตสาหกรรม และ Modern ที่ทำให้เกิด “ความเป็นเมือง” อันก่อนให้เกิดความเสื่อมโทรมของสังคมในเมือง และการผสมผสานหลากหลายสังคม วัฒนธรรม โดยปรากฏอย่างชัดเจนใน “Metropolis” นับแต่ฉากเปิดเรื่องที่การเฉลิมฉลอง Ziggurat ที่แสดงให้เห็นถึงเมืองขนาดใหญ่ โครงข่ายขนาดใหญ่ของถนนแบบกริด พลุไฟและคนมาเฉลิมฉลองกันเป็นจำนวนมาก ระบบคมนาคมรูปแบบต่าง ๆ ทั้งรถ รถไฟลอยฟ้า เรือเหาะขนาดใหญ่ และส่วนสำคัญที่แสดงออกถึงความซับซ้อน นำเสนอผ่านการเป็น “เมืองหลายชั้น” หรือในภาพยนตร์เรียกว่า “โซน” โดยในแต่ละโซนจะมีการใช้งานแตกต่างกันและมีการจำกัดการเข้าถึงของแต่ละโซน ของมนุษย์และหุ่นยนต์ ประกอบด้วย เมืองบนระดับดิน เป็นระดับเมืองปกติ โซน 1 (เมืองใต้ดินระดับที่ 1) เป็นแหล่งชุมชนเสื่อมโทรม โซน 2 เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้า และโซน 3 เป็นส่วนจัดการของเสียของเมือง การที่เมืองเป็นระดับชั้นทำให้สะท้อนประเด็นเรื่องความซับซ้อน ความหลากหลายของเมือง และความวุ่นวาย ความสับสนในความเป็นเมือง ที่มีรูปแบบที่หลากหลายที่ซ้อนทับกัน จนเกิดความคลุมเครือ (ambiguity) ในนิยามและลักษณะที่แท้จริงของเมือง Metropolis ที่ในระดับดินเป็นเมืองรูปแบบสมัยใหม่ อาคารสูง จำนวนมาก ต่อเนื่องกันไร้ขอบเขต ผสานกับอาคารรูปแบบคลาสสิค นำเสนอในโทนสีเดียวของสมัยใหม่ และความสีสีสันของคลาสสิคและความหลากหลาย ส่วนเมืองใต้ดินเป็นลักษณะชุมชนเสื่อมโทรม สภาพแวดล้อมที่สกปรก ความมีสีสัน ป้ายร้านค้าจำนวนมากที่มีการใช้ภาษาที่หลากหลายทั้ง ภาษาอังกฤษ ภาษาสเปน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน เป็นต้น ซึ่งสื่อสารถึงประเด็นทางด้านความคลุมเครือและสัมพันธ์กับแนวความคิดแบบผสมผสาน (eclectic) และไร้ความเป็นต้นแบบ (originality) ตามลักษณะ Postmodern ในการมองเมืองในเป็นรูปแบบ Collage City

Zone 1 เมืองใต้ดิน

ลักษณะของเมืองที่มีความหลากหลาย ใน Metropolis ยังถูกเน้นย้ำผ่านการใช้เพลงประกอบภาพยนตร์ (score) ที่ใช้แนวเพลง Jazz เป็นหลัก ซึ่งแสดงออกถึงอารมณ์สนุกสนาน ความมีสีสัน ของฉากเมืองใน Metropolis โดยการใช้แนวเพลง Jazz เป็นส่วนประกอบอาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ส่งเสริมความเป็น Postmodern ของภาพยนตร์ด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ความเป็น fragment หรือคนส่วนน้อยของสังคมที่สร้างแนวเพลง Jazz ขึ้นมา คือ คนดำ หรือ ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ซึ่งแต่เดิมเป็นกลุ่มทาสที่มาจากทวีปแอฟริกาสู่อเมริกา และมีการเริ่มการผสมผสานดนตรีแอฟริกันกับยุโรปเข้าด้วยกัน จนเป็นเพลงแนว Jazz ในศตวรรษที่ 20 (http://en.wikipedia.org/wiki/Jazz) นอกจากการใช้แนวเพลง Jazz เพื่อที่จะส่งเสริมอารมณ์ในภาพยนตร์ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว ยังเป็นการให้ความสำคัญกับ (ผลงาน) ของกลุ่มคนที่เป็นรองทางสังคม เช่น คนดำ มากยิ่งขึ้น โดยเป็นลักษณะของสังคมแบบ Postmodern อย่างชัดเจน

จากประเด็นเรื่องการให้ความสำคัญกับกลุ่มคนที่เป็นรองทางสังคมผ่านทางการใช้เพลง Jazz ข้างต้น ใน Metropolis ยังมีการนำเสนอแนวความคิดลักษณะนี้ในอีกหลากหลายมุมมอง

วัฒนธรรมและสังคม ใน Metropolis แฝงไปด้วยแนวความคิดทางวัฒนธรรมและสังคมแบบ Postmodern ดังประเด็นที่ได้กล่าวข้างต้นคือ คนกลุ่มน้อย (fragment) โดยมีการนำเสนอในเนื้อเรื่องทางด้านกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะ Modern คือวิทยาศาสตร์ หรือเครื่องจักรเข้ามาทำงานแทนที่แรงงานมนุษย์ ซึ่งในภาพยนตร์นำเสนอถึงหุ่นยนต์ที่มาแทนที่แรงงานมนุษย์ ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ตกงานและไม่ได้รับการดูแลจากผู้ปกครอง ซึ่งอาศัยอยู่ในโซน 1 เปรียบเสมือนกับการปิดบังสิ่งเลวร้ายของเมืองไว้เบื้องล่าง ดังเช่นที่ Atlas หัวหน้ากลุ่มปฏิวัติได้เล่าให้ Kenichi ถึงสภาพการใช้ชีวิตในโซน 1 ว่า “ครอบครัว 2-3 ครอบครัวต้องอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ไม่มีโรงเรียน ไม่มีงานทำ อยู่ได้ด้วยอาหารปันส่วน แต่เมื่อ Ziggurat เกิดขึ้น อาหารปันส่วนก็ไม่ได้” ซึ่งเป็นลักษณะของสังคมที่ถูกอำนาจควบคุม และถูกหลอกด้วยสิ่งสวยงามสังคมที่เมืองชั้นระดับดิน และสร้างโครงสร้างทางอำนาจและสิ่งสวยงามมากขึ้นผ่าน Ziggurat ซึ่งเกิดผลตามการเล่าของ Atlas ทำให้เกิดสภาวะ ล้ำความจริง (hyperreality) ที่เกิดขึ้นกับสังคมเบื้องล่าง ที่ทำให้สังคมหมดหนทางแก้ไข จนจำเป็นต้องขึ้นไปทำการปฏิวัติ โดยการทำลายหุ่นยนต์และกลุ่มของ Duke Red ที่ศรัทธาในวิทยาศาสตร์

ใน Metropolis ยังแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและคู่ตรงข้ามทางแนวคิดของ “คนกลุ่มน้อย” และ “อภิมหาตำนาน” ที่คนมีอำนาจพยายามควบคุมคนกลุ่มน้อยด้วยความเชื่อ และอำนาจบางประการ ดังที่ปรากฏใน Metropolis ของแนวความคิดการสร้างอภิมหาตำนานของ Duke Red ที่ศรัทธาในวิทยาศาสตร์ และเชื่อว่าสามารถพามนุษย์ไปสู่สวรรค์ได้ เปรียบเสมือนกับศาสนา คือการใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือควบคุมคนในสังคมเช่นเดียวกับศาสนา ซึ่งสะท้อนในภาพยนตร์ผ่าน Ziggurat และ Tima ที่เป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจ จนสามารถเกิดการยอมรับในการเป็นผู้ปกครองหรือเปลี่ยนขั้วอำนาจ โดยแนวความคิดอภิมหาตำนานเป็นความคิดที่ Postmodern ปฏิเสธที่จะให้ศาสตร์ หรือสิ่งใดเพียงสิ่งเดียวมาตอบ หรือแก้ไขปัญหาทุกอย่าง ต่างจากแนวความคิด “คนกลุ่มน้อย” (fragment) ที่แตกแยกย่อย ให้ความสำคัญกับหลายกลุ่ม หลายทฤษฎี ที่จะเป็นคำตอบ ซึ่งถูกนำเสนอในภาพยนตร์ผ่านกลุ่มหรือตัวละครต่าง ๆ เช่น กลุ่มปฏิวัติ ดังที่ได้กล่าวข้างต้น, Rock ที่ต่อต้านการให้หุ่นยนต์คุมอำนาจ หรือ กลุ่มของประธานาธิบดีบูน ที่ร่วมมือกับกลุ่มปฏิวัติ เป็นต้น ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับการยอมรับ หรือสนับสนุนจากคนในสังคมเท่ากับ Duke Red หรือแม้กระทั่งหุ่นยนต์ ที่ห้ามไม่ให้มีชื่อเหมือนมนุษย์ มีสิทธิในการจับกุมมนุษย์ หรือเดินทางข้ามโซน ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิของหุ่นยนต์ซึ่งจัดเป็นคนกลุ่มน้อยอีกจำพวกหนึ่ง

ในแนวคิดของการปฏิวัติของกลุ่มปฏิวัติ โดยเฉพาะตัวละคร Atlas สามารถมองต่อเนื่องไปจากการสิ้นหวังกับสภาพการดำรงอยู่ ทำให้เกิดการถวิลหาอดีต (nostalgia) อันเป็นผลต่อเนื่องจากสภาวะล้ำความจริง ซึ่งต้องการกลับไปอยู่ในสภาพเดิม คือมีงานทำ มีบ้านอยู่บนพื้นดิน มีโรงเรียน มีเสรีภาพในการดำรงอยู่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น นอกจากนี้ การถวิลหาอดีต ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกนำเสนอผ่านทาง Duke Red ที่ต้องการสร้างหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนลูกสาวที่ตายไป ซึ่งเป็นไปในลักษณะคล้ายกับตัวละคร Atlas ที่มีการสูญเสียบางสิ่งและต้องการได้คืน โดย Atlas ใช้เครื่องมือทาง fragment ส่วน Duke Red ใช้เครื่องมือทาง Modern หรือวิทยาศาสตร์ ซึ่งนำไปสู่การสร้างสภาวะจำลอง อันเป็นแนวความคิดของ Postmodern ที่มีการเกิดขึ้นของการถวิลหาอดีต (nostalgia) จนนำไปสู่การจำลอง (simulacrum) เพื่อรองรับความต้องการเกี่ยวกับอดีต

การจำลอง (simulacrum) และการสื่อสารใหม่ (representation) ใน Metropolis ปรากฏอย่างเด่นชัดผ่าน Ziggurat และ Tima ซึ่งทั้ง Ziggurat และ Tima เป็นผลจากการถวิลหาอดีต และ การศรัทธาในวิทยาศาสตร์ของ Duke Red โดย Ziggurat ใน Metropolis เป็นอาคารและอาวุธที่มีอำนาจในการควบคุมโลก Ziggurat ทางด้านประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของอารยกรรมสุเมเรียน มีลักษณะคล้ายพีระมิดแบบขั้นบันได โดยใน Metropolis ได้นำคำ “Ziggurat” มาใช้ใหม่โดยไม่ได้เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ทั้งทางด้านความหมายและรูปแบบ จึงเป็นเหมือนลักษณะรูปแบบ Pastiche ที่สัญญะของคำมาใช้ใหม่โดยไม่คำนึงถึงความหมายเดิม แต่ทั้งนี้สามารถเปรียบเทียบ Ziggurat ใน Metropolis กับ Ziggurat ของเดิมได้ในเชิงการเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างที่ Ziggurat ใน Metropolis เปรียบเสมือนสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา เพื่อให้มนุษย์ไปสู่สวรรค์ แต่เป็นการสื่อผ่านทางมุมมองวิทยาศาสตร์และอำนาจ โดยรูปแบบ Ziggurat ใน Metropolis มีการใช้สัญญะบ่งบอกการยกย่องในวิทยาศาสตร์ หรือ Modern ผ่านทางวัสดุและรูปแบบอาคาร โดยเฉพาะวัสดุที่ใช้เป็นบานกระจกขนาดใหญ่ รูปแบบเป็นอาคารสูง ซึ่งเกิดขึ้นในยุค Modern และเป็นการแสดงสัญญะของอาคารที่สูงขึ้นในท้องฟ้า เปรียบเสมือนการพยายามล้วงล้ำสู่ดินแดนสวรรค์ผ่านทางวิทยาศาสตร์ และมีการแสดงถึงระบบอุตสาหกรรม โดยแสดงผ่านฟันเฟืองเครื่องจักรบนยอดของ Ziggurat ก่อนที่สุดท้ายจะแสดงถึงการล่มสลายของ Ziggurat ซึ่งเป็นตัวแทนของความเชื่อในวิทยาศาสตร์ตามแนวความคิด Modern

“ฉันคือใคร” เป็นคำถามที่ Kenichi สอนให้ Tima พูด ซึ่งเป็นสัญญะที่แสดงถึงการเป็นตัวแทนของการจำลอง (simulacrum) และการเลียนแบบ (simulation) อย่างสมบูรณ์ตามแนวคิด Postmodern ของตัวละคร Tima ได้อย่างชัดเจน ด้วยการนำเสนอถึงจำลองรูปร่างหน้าตาลูกสาวของ Duke Red เป็นหุ่นยนต์ที่มีความฉลาดและเหมือนมนุษย์ ทำให้คนทั่วไป และ Kenichi ที่พบ Tima เป็นคนแรกหลังจากออกมาจากห้องทดลอง ไม่สามารถแยกออกได้ว่า แท้จริงแล้ว Tima คือหุ่นยนต์ ทำให้ Kenichi เชื่อว่าสัญญะหรือ Tima ที่มองเห็นมีความหมายเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เช่นเดียวกับ Tima เองที่ไม่มีความทรงจำใด ๆ เริ่มเรียนรู้และอารมณ์ต่าง ๆ จาก Kenichi และเชื่อว่าตนเองคือมนุษย์คนหนึ่งเช่นเดียวกับ Kenichi  และมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน เป็นการเน้นย้ำอย่างชัดเจนถึงประเด็นของความคลุมเครือ ระหว่างอะไรจริง หรือ อะไรไม่จริง ความสามารถในการเลียนแบบ จากการที่หุ่นยนต์จะมีอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นการแสดงถึงการก้าวล้ำทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสร้างความรู้สึกให้เกิดขึ้นในหุ่นยนต์ได้ และทำให้บทบาทของวิทยาศาสตร์ใน Metropolis เทียบเคียงกับศาสนาและเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้นจากการสร้าง Ziggurat และ Tima ซึ่งนำไปสู่ประเด็นหลักของ Metropolis ต่อการขัดแย้งทางด้านแนวความคิด Modern และ Postmodern ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ Metropolis พยายามนำเสนอคือ การวิพากษ์ของ Postmodern ที่มีต่อ Modern ในประเด็นการไม่เชื่อในทฤษฎีเดียว หรือ แนวความคิดเดียวที่สมบูรณ์แบบจะสามารถตอบปัญหา หรือ แก้ปัญหาของโลกได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งใน Metropolis นำเสนอในรูปของวิทยาศาสตร์ ผ่านตัวละคร Tima และ Ziggurat ที่เกิดจากแนวความคิดแบบ Modern หรืออภิมหาตำนานโดยใช้วิทยาศาสตร์ ของ Duke Red เพื่อให้ได้อำนาจในการปกครองและการเข้าถึงพระเจ้าหรือสวรรค์ เทียบได้กับการใช้เทพเจ้าในสมัยกรีก หรือการอ้างเป็นสมมติเทพของฟาโรห์ในสมัยอียิปต์ โดย Metropolis ได้มีการเน้นถึงการให้วิทยาศาสตร์เป็นตัวกลางในการเข้าถึงสวรรค์ผ่านทางการนำเสนอโดยใช้รูปสัญญะของ Tima ในฉากที่มีแสงส่องและมีนกเกาะอยู่บนไหล่ ทำให้ความหมายที่ปรากฏเปรียบเสมือนว่า Tima คือเทวดาหรือเทพเจ้า ที่จะนำมนุษย์ไปสู่สวรรค์ ซึ่งจากประเด็นนี้ทำให้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างของ Metropolis เชิงศาสนาในภาพรวมในเชิงรูปสัญญะ (signifier) และความหมายสัญญะ (signified) ได้ดังนี้

Tima ในฉากแสดงสัญญะของการเป็นเทวดา

รูปสัญญะ (signifier) และความหมายสัญญะ (signified)

โครงสร้างอำนาจใหม่     =     พระเจ้า, สวรรค์
Tima     =     ศาสดา (ได้รับอำนาจจากพระเจ้า)
Duke Red     =     ผู้ปกครอง, กษัตริย์
Dr. Laughton     =     นักบวช
สมุดบันทึกของ Dr. Laughton     =     คัมภีร์
Ziggurat, ห้องทดลอง     =     สถานที่ประกอบพิธีกรรม

จากโครงสร้างข้างต้น จะเห็นได้ชัดถึงการเปรียบเทียบวิทยาศาสตร์กับอภิมหาตำนานหรือศาสนา ที่ผู้ปกครองจะสร้างความชอบธรรมหรืออำนาจ โดยการอ้างถึงพระเจ้า ซึ่งกระทำผ่านนักบวชที่จะประกอบพิธีกรรมและอ่านพระคัมภีร์ ตามศาสดาเพื่อเข้าถึงพระเจ้า อันเป็นแนวความคิดตรงข้ามกับ Postmodern ที่ปฏิเสธแนวความคิดอภิมหาตำนาน โดยภาพยนตร์นำเสนอถึงการล่มสลายของ Modern จากการทำงานผิดพลาดของ Tima และการพังทลายของ Ziggurat ซึ่งสุดท้ายก่อนที่ Tima จะเกิดความผิดพลาด Tima ได้ตั้งคำถามถึงอำนาจที่ตนเองมี (หรือวิทยาศาสตร์มี) ไว้ว่า “อำนาจของฉันคืออะไร ฉันเป็นมนุษย์ใช่ไหม หรือเป็นแค่เครื่องจักรเหมือนหุ่นยนต์ทั่วไป” เปรียบเสมือนการตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างกับหุ่นยนต์ คือการมีอารมณ์ความรู้สึก เช่นเดียวกับฉากเริ่มต้นของการปฏิวัติที่ Atlas ตอบหุ่นยนต์สืบสวนที่ถามว่า “ทำไมมนุษย์ถึงชอบใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา” ซึ่ง Atlas ตอบว่า “หากปราศจากอารมณ์เราก็ไม่ใช่มนุษย์” ดังนั้นการที่วิทยาศาสตร์ก้าวล้ำถึงการจำลองมนุษย์ และอารมณ์ความรู้สึกดังเช่นที่เกิดขึ้นใน Tima หมายถึงการที่มนุษย์ทำหน้าที่แทนพระเจ้าหรือธรรมชาติ เช่นเดียวกับ Modern ที่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์สามารถทำได้ทุกอย่าง แต่เมื่อระบบในตัว Tima ผิดพลาดจากการถูกยิง ระบบความรู้สึกในตัว Tima จึงสั่งให้ลงโทษมนุษย์โดยใช้ Ziggurat เป็นอาวุธในการทำลายเมืองต่าง ๆ แต่ Kenichi ดึงตัว Tima ออกจากบัลลังก์ได้ และ Ziggurat ถูกทำลาย ดังนั้น Tima และ Ziggurat เป็นตัวแทนถึงความสำเร็จสูงสุด และความล้มเหลวของวิทยาศาสตร์ที่พยายามทำหน้าที่พระเจ้า หรือทำทุกสิ่งโดยอาศัยวิทยาศาสตร์เพียงศาสตร์เดียว ตามแนวความคิด Modern ที่ยุคต่อมาคือ Postmodern พยายามหลีกหนีและปฏิเสธ

การล่มสลายของ Ziggurat

บทความ Postmodern Condition in Film: Osamu Tezuka’s Metropolis
เป็นส่วนหนึ่งของวิชา AR413 Architectural Theory and Concept 3
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดย ธาริต บรรเทิงจิตร และชานนท์ อัมพรศิริสิน
วันที่ 5 มกราคม พ.ศ.2552

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: